Posted on May 22, 2008 by mameou
หลังจากที่เคยอดอาหารเย็นไปเมื่อสองวันก่อน ทำให้ติดรสชาติอาหารน้อยลงมาก อาหารที่เคยอร่อยวี๊ดว๊าย กินแล้วกลับรู้สึกเฉยๆ เวลาตักข้าวเข้าปากจะมีสติรู้โดยอัตโนมัติว่า ข้าวมันมีหน้าที่ทำให้เรามีชีวิตต่อไปเท่านั้น พอมันผ่านหลอดอาหาร กระดึ๊บลงไปถึงกระเพาะแล้ว มันก็จะถูกคลุกเคล้ากับน้ำย่อย ไม่เหลือความน่ากินเหมือนที่เคยมี หลังจากนั้นมันก็จะถูกผลักไสไล่ส่งเข้าลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ แล้วถูกขับออกมาเป็นอุจาระ เป็นขยะน่ารังเกียจที่ใครเห็นแล้วต้องร้องว่า อี๋ นั่นแหละ
ฉะนั้นหลังจากวันนั้น เวลาเหมี่ยวกินข้าวจะไม่รู้สึกอิ่มเอิบใจเหมือนทุกที เคี้ยวและกลืนตามหน้าที่เพื่อความจำเป็นเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าเวลาหิวแล้วจะไม่อยากกิน อยากค่ะ อยากมาก แต่พอคิดไปถึงตอนที่กินแล้ว จะหมดอยากทันที อาหารมันไม่น่าพิสมัยเลย
วันนี้เหมี่ยวเลยตั้งใจแต่เช้าว่าจะไม่กินข้าวเย็น พอตกค่ำกระเพาะเรียกร้อง บีบจนตัวเกลียว คิดอยากกินอยู่หลายรอบ แต่ก็ตัดใจได้พอนึกถึงอารมณ์ที่ได้ตอนกิน
ที่น่าแปลกคือ ครั้งนี้สมองไม่ล้าเท่าครั้งก่อน ดูทีวี อ่านหนังสือรู้เรื่องเกือบจะเหมือนปกติ คาดว่าร่างกายคงจะเริ่มเรียนรู้แล้วว่าเวลาไม่มีอาหารตกถึงท้อง มันควรจะไปดึงของในคลังมาใช้ให้เป็นประโยชน์
วันนี้มีเท่านี้ พรุ่งนี้ค่อย evaluate อีกทีว่าจะเลิกกินมื้อเย็นตลอดไปรึเปล่า
Filed under: Lighthearted Talk | Tagged: life, philosophy | 12 Comments »
Posted on May 17, 2008 by mameou
เวลาความรู้สึกอะไรบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น มันมักจะมาตะกิดๆ ใจก่อน เหมือนต้องการจะบอกเจ้าตัวให้รู้ว่า ฉันจะมาแล้วนะ แกเสร็จแน่
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ไอ้ความรู้สึกนั้นที่เหมี่ยว dread ที่สุด มันได้ส่งสัญญาณบอกเหมี่ยวว่า มันกำลังจะกลับมสร้างความเดือดร้อนให้อีกแล้ว
ความเบื่อเป็นศัตรูตัวฉกาจของเหมี่ยว เพราะมันทำให้เหมี่ยวทำอะไรไม่ได้นาน เมื่อทำอะไรไม่ได้นาน เลยไม่สามารถพัฒนา specialty ของตัวเองขึ้นมาได้ อย่างที่ฝรั่งเขาพูดว่า You have breadth, but lack depth.
Filed under: Lighthearted Talk | Tagged: life, philosophy | 9 Comments »
Posted on May 3, 2008 by mameou
2 อาทิตย์ กับเกือบ 30 entries (และประสบการณ์อีกเล็กน้อย) ทำให้เหมี่ยวพบว่า การเขียนที่ดีมีองค์ประกอบ 2 อย่าง 1) ข้อมูลต้องแน่น 2) การนำเสนอต้องกระตุ้นอารมณ์
ข้อมูล ซึ่งถ้าเปรียบกับร่างมนุษย์ ก็คือ กระดูกของงานเขียน น่าจะทราบกันดีอยู่แล้วถึงความสำคัญ จึงไม่ขอพูดถึง (น่าเบื่อ)
เรื่องหน้าตานี่สิ ที่น่าสนใจ หน้าตาที่เหี่ยวย่น แน่ล่ะ คงจะไม่มีใครมอง แต่ถ้าเอ๊าะๆ ระดับ Miss Universe แล้ว ต่อให้ต้องข้ามทวีปเป็นพันลี้ ซื้อตั๋วหน้างานอีกร้อยชั่ง ก็ยังจะมีคนมาดู เพราะมันกระตุ้นอารมณ์ การเขียนก็ไม่ต่างกันนัก
การนำเสนอจะกระตุ้นอารมณ์ได้ ตัวผู้เขียนต้องมีอารมณ์ที่รุนแรงและชัดเจน ถ้าคุณอ่านบทความหนึ่ง แล้วรู้สึกโกรธ ซึ่งถ้าวัดเป็นค่าแล้ว ได้้ 2 หน่วยโกรธ ให้คุณรู้ได้เลยว่า ผู้เขียนบทความนั้น มีอารมณ์โกรธ มากกว่านั้นหลายเท่า อาจจะถึง 8 หน่วยโกรธ ซึ่งอันตรายมาก (ดูตาราง ricter scale)
ผู้เขียนจำต้องอาศัยอารมณ์อันรุนแรงนี้ เป็นตัวดึงและร้อยเรียงคำพูดออกมา ให้ผู้อ่านคล้อยตามได้
อย่าลืมว่า อารมณ์มีหลายรูปแบบ [...]
Filed under: Serious Talk | Tagged: blogging, philosophy | 1 Comment »
Posted on April 30, 2008 by mameou
คนไทยมักหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และการเผชิญหน้ากับปัญหา เพราะด้วยวัฒนธรรมไทย ที่หล่อหลอมให้เด็กเคารพผู้ใหญ่ อ่อนน้อมถ่อมตน ไปมาลาไหว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่งดงาม แต่ในความงดงามนี้ นำมาซึ่งจุดอ่อนของคนไทยคือ การไม่กล้าปฏิเสธ
เคยไปอ่านตามเวปท่องเที่ยวไทย แล้วเจอเข้าอย่างจัง กับคอมเม้นต์ของฝรั่งขี้นกคนนึง ที่เรียกว่า ขี้นก เพราะฝรั่งดีๆ คงไม่ทำการกระทำเช่นนี้ ในคอมเม้นต์ ฝรั่งคนนี้เล่าอย่างมันส์ปากว่า เคยเข้าไปกินข้าวในร้านอาหารแห่งหนึ่งในเืมืองไทย กับบาร์เกิลล์ แล้วเกิดต้องตาผู้หญิงโต๊ะข้างๆ ที่มากับแฟนหนุ่ม แต่แกไม่แคร์ เพราะรู้ว่าผู้ชายไทยไม่กล้ามีเรื่อง เลยพูดจาจีบซึ่งๆ หน้า ผู้ชายไทยทำหน้าไม่พอใจ แต่แกก็ไม่หยุด ยิ่งคะนองปาก พูดหยาบคายมากขึ้น สุดท้ายผู้ชายไทยทนไม่ไหว จูงแฟนสาวเดินหนีไป ฝรั่งคนนี้สรุปว่า ชายไทยได้แต่เบ่ง แต่พอมีเรื่องจริงๆ ก็ขี้ขลาด ถ้าเป็นฝรั่ง คงเดินมาชกหน้าแก ตั้งแต่คำแรกที่แกพูดแล้ว
ที่เล่า ไม่ได้จะตำหนิใคร แต่อยากจะชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของวัฒนธรรม ในขณะที่ฝรั่งเร็วต่อการแสดงความไม่พอใจ คนไทยกลับเลือกที่จะรอดู และหาทางหนี ปัญหาจึงเกิดกับทั้งสองฝ่าย นั่นคือ ฝรั่งมักจะมีเรื่องมากกว่าความจำเป็น และคนไทยมักจะปล่อยให้เรื่องเล็ก ลามปามเป็นเรื่องใหญ่
Filed under: Serious Talk | Tagged: book, Harvard, life, philosophy | 5 Comments »
Posted on April 28, 2008 by mameou
ช่วงนี้ชอบอ่านบล็อกชาวบ้าน แล้วขโมยไอเดียมาเขียนในบล็อกตัวเอง (แต่ reference ทุกครั้งนะ) ครั้งนี้ก็จะทำอีกเหมือนกัน
คำว่า “เหงา” พบเห็นได้บ่อยตามบล็อกต่างๆ ไม่ว่าจะโดยการขึ้นคำว่า “เหงา” เป็นชื่อ entry หรือ การเขียนใน body คละกับ statements อื่นๆ อย่างเช่น “ปาร์ตี้ถูกยกเลิกกระทันหัน เหงาโว้ย” หรือเพียงการ imply โดยการบรรยายสภาพแวดล้อม และองค์ประกอบของอารมณ์เหงา (“ห้องว่างเปล่า นั่งอยู่คนเดียว”) จากตรงนี้ พอจะสรุปได้ไหม ว่าเหล่าบล็อกเกอร์เป็นกลุ่มคนขี้เหงา ที่ใช้การเขียนเพื่อบรรเทาความโดดเดี่ยว?
โดยส่วนตัว ยังไม่เคยใช้คำว่า “เหงา” ในบล็อก เพราะไม่แน่ใจว่า “เหงา” แปลว่าอะไร มันเป็นอารมณ์ที่รู้สึกเวลาอยู่คนเดียว เวลาโดนทอดทิ้งหรือเปล่า? หรือเป็นอารมณ์ที่อยากเจอคนในฝัน? หรือเพียงใครสักคน? หรือว่าเป็นอารมณ์ที่อยากท่องเที่ยวไปไกลๆ แบบไร้จุดหมาย เผื่อว่าอะไรบางอย่างที่พบเจอระหว่างทาง จะทำให้ชีวิตของเรามีความหมายมากขึ้น?
ในเมื่อเหมี่ยวไม่รู้ เลยลองตีความดู ว่าคนที่พูดถึงความเหงา จริงๆ แล้วเขารู้สึกยังไง
Filed under: Serious Talk | Tagged: blogging, life, philosophy | 5 Comments »
Posted on April 26, 2008 by mameou
I’m having a conflict. By writing this I hope to solve my conflict. Here’s the conflict: I’m having a crush on a guy, but I believe that a relationship is a burden. To make things easier for you, let me tell you about my beliefs. They may come off as a little weird:
I believe that [...]
Filed under: Serious Talk, Talks in English | Tagged: life, philosophy | 7 Comments »
Posted on April 24, 2008 by mameou
วันนี้ไปเยี่ยมอากงอาม่ามา จากบ้านขึ้นทางด่วน 62 ไม่ถึงสิบห้านาทีก็ถึงสาธรแล้ว บ้านอาม่าเหมือนเมื่อสมัยก่อนตอนที่เหมี่ยวเคยอาศัยอยู่ แต่คราวนี้ สงสัยเป็นเพราะเราตัวโตขึ้น สนามหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เราเคยวิ่งเล่น กลับดูเล็กลงถนัดใจ อาม่า อากง ถึงแม้อายุจะมากแล้ว แต่กลับไม่แก่ลงเลย หน้าตาสดใจ มีความสุข เหมี่ยวเองก็ดีใจมาก ที่ได้พบท่านอีก หลังจากทำตัวเป็นหลานน่าตี ไม่เคยโผล่หน้าไปให้เห็นอยู่นานเอาการ
ถึงแม้ในความรู้สึกของเหมี่ยว เหมี่ยวจะเป็นหลานที่ไม่ดีที่ไม่ได้ดูแลอากงอาม่าเท่าที่ควร แต่พอพบท่าน ท่านกลับไม่ได้ตำหนิเราเลย ท่านต้อนรับเราด้วยความยินดี เสมือนว่า เหมี่ยวมาเยี่ยมเยียนท่านอย่างสม่ำเสมอมาโดยตลอด ทำให้เหมี่ยวหยุดคิด ว่าการที่เราทำงานหามรุ่งหามค่ำ ละเลยผู้หลักผู้ใหญ่นั้น มันแย่ขนาดไหน การที่เราเกิดมาในโลกนี้ แล้วมีคนคอยเป็นห่วงเรา โดยที่ไม่หวังผลตอบแทน มันเป็นอะไรที่มีค่าหาที่สุดไม่ได้
มันคงไม่สาย ที่เหมี่ยวจะกลับตัวกลับใจ เลิกบ้างาน และให้เวลาแก่ครอบครัวมากขึ้น ชีวิตของคนแก่ ไม่ต้องการอะไรมาก นอกจากความเอาใจใส่จากลูกหลาน
คงต้องรีบทำเสียบัดนี้ เพราะอีกไม่ช้าไม่นาน คนที่ห่วงใยเรา ก็จะไม่อยู่ให้เราละเลยแล้ว
Filed under: Serious Talk | Tagged: family, life, philosophy | 1 Comment »
Posted on January 20, 2008 by mameou
Forwarded from my cousin Suwimol Kanjanapusit:
อยากให้ทุกคนได้อ่านบทความดีๆ เสี้ยวหนึ่งจาก ท่าน ว.วชิรเมธี
ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก
คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก
เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร นะ
มาเรียนที่อเมริกา
เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน
ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู
ว่าสะอาดจริงมั้ย
กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย
ต้องให้ดีที่สุด
เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ
เขียนไว้สามแผน
แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
แกเสนอแผนที่สอง
แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม
ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย
แกมีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา
มีธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง
แกมีทุกอย่าง
วันหนึ่งแกพักผ่อน
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย
ลุกเมียไปขอพบ
บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง
ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป
ภรรยาพาเข้าโรงบาล
ตรวจพบมะเร็ง
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย
จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้
แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน
บันทึกชีวิตแก
ก่อนจะเสียชีวิต
แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว
แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่
กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า
พ่อผมเคยบอกว่า
เกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ
ปริญญาใบที่หนึ่ง
” ปริญญาวิชาชีพ “
เราจะต้องทำมาหากินเป็น
กินอิ่ม นอนอุ่น พูดง่าย ๆ
ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้
อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง
แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ
แต่ ” ปริญญาวิชาชีวิต “
ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้
แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก
เพราะอะไร
เพราะทำงานจนป่วยตาย
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง
บ้าน รถ
มอบมันให้กับลูกและภรรยา
แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา
สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้
สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย
เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย
นี่คือปริญญาวิชาชีวิต
ธรรมะเราจะต้องมี
ถ้าเราไม่มีธรรมะ
เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง
ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี
ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ
แต่ละวันควรจะมี
ให้ดูแลตัวเอง ดูจิต
ดูใจตัวเอง
ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์
มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้
เกินไปหรือเปล่า
พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ
เพื่อที่ว่าอะไร
เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต
หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง
คือวิชาธรรมะ
สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป
ทำอะไรให้พอดี
พอดีอยู่ดีมีสุข
อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว
อยากพักให้ได้พัก
อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง
อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด
และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี
เพราะอะไร
เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา
เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเ้จ้า
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่่าที่สุด
บางคนก็ตอบเงิน
บางคนก็ตอบเพชร
บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ
บางคนก็ตอบราชบัลลังก์
พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่
สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต
สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ
และก็ชีวิตของเรา
Filed under: Lighthearted Talk | Tagged: health, life, philosophy, Wor Wachiramethi | 3 Comments »
Posted on January 17, 2008 by mameou
ใครคะแนนดี ดีใจด้วยนะคะ
ใครคะแนนไม่ดี ฟังทางนี้ค่ะ
ถ้าทำดีที่สุดแล้ว อย่าเสียใจไปเลย คิดเสียว่า We’re not born to be. คนเรา เกิด แก่ เจ็บ ตาย มาเป็นร้อยเป็นพันชาติแล้ว ก็ต้องมีสักชาติแหละน่า ที่จะเรียนไม่เก่ง จริงมั้ย ?
เอาไว้ชาติหน้า ค่อยเอาใหม่นะ
แล้วอนาคตของผมล่ะ ? คุณแย้ง
อนาคตที่ดีอาจจะทำให้เราสุข และอนาคตที่ไม่ดีอาจจะทำให้เราทุกข์ แต่เราเสวยสุข และทุกข์ ได้ไม่นาน ก็ต้องสละร่างนี้ไปเกิดใหม่อยู่ดี
แล้วจะมานั่งเป็นกังวลทำไม เบเบ๋
ส่วนใคร ไม่ตั้งใจเรียน แล้วมาบ่นเรื่องคะแนน
เด๋วเอาที่ลบกระดานปาหัวเลย ฮ่าๆ
Filed under: Lighthearted Talk | Tagged: friends, life, philosophy, SIIT | 2 Comments »
Posted on January 17, 2008 by mameou
ลองนั่งนิ่งๆ ฟังเสียงกระซิบจากจิตใจ…
ฟังเสียงคนแล้ว ใจเราคิดตาม
คนนู้นเป็นแบบนี้ คนนี้เป็นแบบนู้น
คิดตามจน ลืมตัวเรา
ฟังเสียงใจแล้ว ปล่อยสมองว่างเปล่า
ปล่อยทุกสิ่ง ลอยตามสายลม
ลมเย็นกระทบเบาๆ …
สบายใจ
Complimentary: ‘Feel Good’ song (from Dtac spot)
Filed under: Lighthearted Talk | Tagged: health, life, philosophy | Leave a Comment »